SF KangIn x LeeTeuk Love's secret
posted on 22 Jan 2012 23:29 by akiraz in KoreanFicSF KangIn x LeeTeuk Love's secret
Title: .::. Love's secret .::.
Pairing: Kangin x Leeteuk
Author: Light_Akira
Note: พล็อตที่มั่วซํ่วมากๆของเขาเอง = = ยำไปยำมา ฟิค5เดือนเสร็จ เนื่องจากหาตอนจบไมได้
Note2:สารภาพว่าจะลงวันเกิดทหารอ้วนแต่วุ่นวายมากเลยไม่ว่างลง (ก็บอกเขาไปว่าลืม) เหอๆ นอนน้อย = =
โลกเราทุกวันนี้มันเกิดอะไรขึ้น...ทำไมผู้คนถึงได้ทำเรื่องมากมายได้ขนาดนี้ ฆ่าฟันกันได้อย่างไม่รู้สึกรู้สาเลยหรือ? หรือโลกของเรามันร้อนเกินไป........
ณ เทคโนโลยีกรุงสยาม ย่านฝั่งธน
“ลูกพี่วันนี้จะไปไหนดี ไปร้องเกะหรือจะไปหาเรื่องไอ้พาณิชย์คุณหนูนั่นดี” เสียงของใครสักคนดังขึ้นท่ามกลางวงของบรรดาเด็กเทคโนที่นั่งกระจัดกระจายกันอยู่เต็มห้องเรียน ใบหน้าของลูกพี่ที่ว่าหันไปตามเสียงเรียก
“ไม่มีอารมณ์ว่ะ ไปเดินเล่นในห้างดีกว่าเพื่อว่าถ้าอารมณ์ดีๆอาจจะไปร้องเกะดีมะ?”
“โห้ย~ เฮียแหล่มมาก!!!!” แล้วตัวคนถามก็กระโจนมาเกาะไหล่
“มากไปไอ้เยซอง” แล้วก็ผลักหัวกลมๆของมันออกไปและแถมด้วยถีบไปอีกสักที
“โห้ยเฮียอ่ะ!!!! แล้วนี่เราจะไปกันยังอ่ะไหนๆก็จะหมดเวลาเรียนแล้วนิ” จบประโยคปุ๊บตามมาด้วยแรงตบเข้าที่หัวป้าบใหญ่ๆ
“หมดพ่อมึงดิ นี่มันยังไม่ทันจะเข้าคาบเรียนเลยไอ้ควาย!”
“ดีมากไอ้ชินดง หมั่นไส้แม่งว่ะ ... งั้นเราก็ไปกันเหอะกูขี้เกียจเรียนล่ะ” แล้วลุกพี่ใหม่ก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องเรียนไป
“ลูกพี่คังอินรอผมด้วย!!!!!” แล้วเยซองกับชินดงก็รีบลุกตามไปและไม่ลืมที่จะหนีบอีกหนึ่งหน่อที่นั่งทำตาปริบๆมองทั้งสามโดดเรียนไปด้วย
“แล้วคังอินจะโดดเรียนทำไมอ่ะ อีกแค่คาบเดียวเองนะ” คังอินหันไปมองเจ้าของเสียงแหลมๆที่นั่งทำตาปริบๆแล้วอยากจะกระโดดถีบยอดหน้าสักที ทำมาเป็นแอ๊บแบ๊ว โด่~ ไอ้เด็กเรียน(?)เอ๋ย!!!
“เออน่าแล้วถ้าไม่อยากโดดเรียนจะตามมาทำไมรยออุค” ใบหน้าน่ารักอมลมแก้มป่องแล้วสะบัดหน้าหนีร้อนให้ลูกพี่ใหญ่อย่างคังอินต้องรีบเข้าไปง้อทันที
“น่าๆ อย่างอนเลยเดี๋ยวซื้อช็อคโกแลตปั่นให้แดก นะๆ” รยออุคพยักหน้ารับพร้อมกับยิ้มกว้างๆแลดูเหมือนเด็กน้อยน่ารัก แต่ถ้ารู้จักจริงๆแม่งก็เด็กนรกดีๆนี่เอง กูฟันทิ้ง!!!!
“แล้วนี่เราจะนั่งอะไรไปดีลูกพี่ รถเมล์หรือแท็กซี่ดี แต่วันนี้ร้อนอ่ะ” คังอินเหล่มองไอ้คนพูดประโยคเหมือนจะขอความเห็นแต่เปล่าเลยมันเลือกแล้วเรียบร้อย ถ้าไม่เข้าใจกลับไปอ่านใหม่อีกรอบ
“กูจะนั่ง รถ-เมล์-ฟรี” โห้ย เชี่ยชัดเลย!!! เยซองก็ได้แต่ก้มหน้าทำหน้ากลมต่อไป
“เฮ้ยแต่ลูกพี่รถฟรีแม่งหายากนะ รอนานนะเว๊ย!” ชินดงผงะแทบตกเก้าอี้นั่งรอที่ป้ายรถเมล์
“แล้วไงกูมีเวลาเหลือเฝือ~” ยักคิ้วแถมท้ายให้อีกทีก่อนจะละสายตาจากใบหน้าอ้วนๆไปมองร่างเล็กๆผิวขาวที่เดินก้มหน้าก้มตาเสียจนแทบชิดกับหนังสือที่หอบมาในอ้อมกอด ผมเส้นเล็กสีน้ำตาลอ่อนที่ปรกใบหน้าเสียแทบมิดกับผิวขาวนวลและกลิ่นหอมอ่อนๆ ใบหน้าสวยภายใต้กรอบผมสีอ่อน กรอบแว่นสีดำทรงสี่เหลี่ยมและความหนาของเลนส์ที่มองดูก็รู้ว่าคนสวมนั้นสายตาสั้นเพียงใด นัยน์ตาสวยภายใต้กรอบแว่นลอบมองเด็กเทคโนทั้ง5ที่นั่งเรียงอยู่ที่ป้ายรถเมล์ ไหล่บางสะดุ้งก่อนจะก้มหน้าลงแทบชิดกับหนังสือแล้วรีบเดินผ่านคนกลุ่มนั้นไปให้ไวที่สุด
“นั่นมันเด็กพาณิชย์รุ่งสมร่วมฤดีนิ? โคตรเด็กเรียนเป็นบ้า” ชินดงที่นั่งอยู่ใกล้สุดเอ่ยออกมาเรียกให้เด็กพาณิชย์สะดุ้งโหยงแล้วเร่งฝีเท้า
“นี่ถ้าไม่ใส่กางเกงนี่ไม่รู้เลยนะว่าเป็นผู้ชาย” เยซองที่นั่งถัดจากชินดงและคังอินเอ่ยออกมาพร้อมกับมองการแต่งกายของเด็กพาณิชย์ลูกคุณหนูแล้วขมวดคิ้ว ...คุ้นๆนะ แต่ใครวะคิดไม่ออก... ฝีเท้ายิ่งเร่งเร็วขึ้นอีกและกอปรกับไม่ได้มองทางจนทำให้ปลายเท้าเดินเสไปยัง..
“เฮ้ย ระวัง!!!” คังอินลุกขึ้นไปช่วยแต่ก็ไม่ทันแล้วเมื่อคนตัวเล็กนั้นล้มลงพื้นก้นจ้ำเบ้าและข้าวของกระจัดกระจายรวมถึงแว่นตากรอบหนาด้วย
“เป็นอะไรเปล่าเนี่ยชนซะเสียงดังเลย น่าสงสารป้ายรถเมล์จังเลย~” ใบหน้าสวยที่ไร้กรอบแว่นสะบัดขึ้นมองคนพูดด้วยใบหน้างอๆแล้วก้มลงเก็บหนังสือและสมุดเล็คเชอร์ของตัวเอง
“ขอโทษนะ เอ้า แว่น~” คังอินหยิบแว่นเลนส์หนาที่ตกอยู่ใกล้ๆเท้าขึ้นมาเช็ดแล้วสวมให้อีกฝ่าย นัยน์ตาสวยมองอีกฝ่ายก่อนจะพูดขอบคุณเบาๆ สองมือใหญ่ประคองคนมึนให้ลุกขึ้นยืนพร้อมกับหยิบกองหนังสือในอ้อมแขนเล็กๆมาถือไว้เอง
“ขอหนังสือคืนเถอะนะ” แบมือสั่นๆออกไปหาคนตัวโตกว่าที่ยืนยิ้มตาหยี
“ไม่เห็นจะต้องกลัวเลย จะขึ้นรถสายไหนเหรอ………….ไม่ต้องกลัวไปหรอกน่า ไม่ทำอะไรเธอหรอกถ้าจะยอมบอกชื่อกันน่ะนะ” เมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กยังยืนก้มหน้าตัวสั่นคังอินก็คืนหนังสือให้ เมื่อรับมาแล้วคนตัวเล็กก็กระโดดขึ้นรถเมล์สายที่วิ่งมาจอดป้ายพอดีแต่ก่อนที่นางฟ้าจะบินหายไปก็ทิ้งเสียงหวานๆไว้เพียงเบาๆ
“...จองซู...”
เทคโนโลยีกรุงสยามและพาณิชย์รุ่งสมร่วมฤดีเป็นโรงเรียนอาชีวศึกษาชื่อดังของย่านปริมณฑลหรือที่เรียกกันว่าฝั่งธนนั่นแหละ แล้วก็คิดได้นะเอาสองอาชีวะมาสร้างอยู่ใกล้ๆกันห่างกันแค่ซอยกั้น แต่หลังเทคโนดันตรงกับหน้าพาณิชย์ เจริญละพ่อ~ แล้วสองสถานศึกษานี้ใช่ว่าจะไม่หาเรื่องกันเสียเมื่อไหร่ ศึกศักดิ์ศรีของทั้งสองสถาบันก็ยังคงมีมาเรื่อยๆแล้วแต่ว่าวันไหนจะเป็นวันซวยของประชาชนเดินถนนตาดำๆ
เด็กของเทคโนกรุงสยามนั้นชื่อก็บอกยี่ห้ออยู่แล้วว่าจะเฮี้ยวแค่ไหน แต่งตัวก็หลุดลุ่ยทำตัวกร่างคิดว่าตัวเองแน่ไปเรื่อย ส่วนพาณิชย์รุ่งสมร่วมฤดีก็ติดจะออกแนวพาณิชย์ลูกคุณหนูก็เด็กมันมีเงินจะเรียนล่ะนะไม่อย่างนั้นไม่มาเข้าหรอกโรงเรียนแสนแพงแบบนี้หรอก แต่ถึงจะมีเงินก็ใช่ว่าจะเป็นเด็กดีเสียหน่อยก็ทำตัวกร่างไปเรื่อยเช่นกันและทั้งสองโรงเรียนก็ยังคงเป็นไม้เบื่อไม้เมาชอบกัดกันไปเรื่อยจนลำบากผู้ที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้น จะมีอะไรไหมนะที่จะทำให้ทั้งสองสถาบันเลิกกัดกัน สาธุ กูรำคาญ!
...เราจะต้องใช้คุณงามความดีเพื่อต่อสู้กับความชั่วร้าย เราต้องใช้ความดีเพื่อขัดความหวาดกลัว เราต้องใช้หลักคำสอนของพระเจ้าในการดำเนินชีวิตแล้วเราจะไม่ล้ม ไม่อ่อนแอและไม่ทำผิด พระองค์สามารถช่วยเราได้...
เสียงแว่วจากลำโพงของเจ้าของสถานศึกษาตรงข้ามแล้วก็พาให้หัวเราะ ...นี่ถ้ากูกำลังจะโดนฟันกูเรียกพระเจ้ามาช่วยได้เปล่าวะ? ขำว่ะ เจ้าของแม่งได้อีกจริงๆ... คนตัวโตที่สวมเสื้อช้อปสีเทายืนพิงเสาข้างประตูพาณิชย์ล้วงกระเป๋ากางเกงทำหน้ากวนตีนพวกที่วิ่งเข้าโรงเรียนหน้าตาตื่นเพราะมาสาย
“เฮ้ยนั่นมันไอ้คังอินเทคโนกรุงสยามนิหว่า มันมายืนหน้าโรงเรียนเราทำไมวะ” เสียงแว่วๆที่ดังมาเข้าหูไม่ได้ทำให้คนตัวโตที่ก้มหน้าเล่นทวิตเตอร์ในไอโฟนสนใจเลยแม้แต่น้อย
“ไม่รู้มัน มาเก็บโพยหวยมั้ง” ไอ้เชี่ย! แอบด่าในใจแต่ก็ทำเป็นไม่สนใจ
“เฮ้ยมึงมาทำไรที่นี่วะ” เงาของสองร่างมายืนหยุดอยู่ตรงหน้า คังอินค่อยๆเงยหน้าขึ้นไปมองก็เจอเข้ากับโจทย์เก่าที่เคยมีเรื่องกันมาแม้จะน้อยครั้งแต่การปะทะฝีปากนั้นทุกเวลาที่เจอหน้ากัน
“ไฮ้~ แวร์อาร์ยูคัมมิ่งแอทแด ฮูอาร์ยู ไอแอมอะสติวเด้นท์และไอเลิฟยู!”
“พ่อมึงสิ้นเหรอ? มาเลิฟยง เลิฟยูเหี้ยอะไรหน้าโรงเรียนกู?” แขนเรียวยกขึ้นกอดอกก่อนจะถลึงตาที่โตอยู่แล้วใส่ คังอินยิ้มกว้างแล้วยกไอโฟนขึ้นกดถ่ายรูปใบหน้านั้นของเจ้าตัวซึ่งเจ้าตัวเองก็เปลี่ยนจากหน้าบึ้งเป็นยิ้มสวยทันที
“ไอ้เหี้ยเคลิ้มเลยสัด! แล้วตกลงมึงมายืนทำห่าอะไร” คังอินยักไหล่
“มาหาใครสักคนที่ไม่ใช่มึงน่ะฮีซอล มึงด้วยไอ้ฮันคยอง”
“สัด! ปากดีเนอะ แล้วมึงมาหาใครวะ? จะม้อสาวโรงเรียนกูเหรอ? ไม่มีใครเข้าชอบพวกสถุนแบบมึงหรอกนะไอ้คังอิน ฮ่าๆๆๆ” คังอินเหล่มองฮันคยองที่หัวเราะอย่าโฉดเชี่ยโดยมีฮีซอลเป็นลูกคู่
“พวกมึงไม่เข้าเรียนไง?”
“อ้าวห่า ลืม!! เออเดี๋ยวกูเรียกออกมาให้นะมึง กู๊ดบายดาร์ลิ่ง~!” แล้วฮีซอลกับฮันคยองก็รีบวิ่งเข้าประตูโรงเรียนไป โดยที่คังอินยังคงยืนก้มหน้าอัพโหลดรูปของฮีซอลขึ้นทวิตเตอร์และก็ไมได้เอะใจอะไรจนได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งหลายสิบเท้า
“เอ๊ะ? เฮ้ยเหี้ยแล้วไง!!!!!!” เมื่อหันกลับไปมองในโรงเรียนก็เจอพวกโจทย์เก่าที่ฟาดฟันกันมาทุกรอบวิ่งถือไม้ออกมา ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้สองนรก!!!!
“ก๊ากๆๆๆๆ ไอ้หมีควายเอ๋ยโคตรโง่เลย!!!!” ฮีซอลกับฮันคยองแท็คมือกันแล้วก็หัวเราะออกมาดังๆโดยไม่สนใจคุณเจ้าของโรงเรียนที่ยืนเอามือไขว้หลังมองอยู่ใกล้ๆเลย
“ทำไมถึงไม่เข้าเรียนครับคุณฮีซอล” ทั้งสองสะดุ้งสุดตัวแล้วหันกลับหลังมามองคุณเจ้าของโรงเรียนที่ยืมยิ้มกว้างแลดูใจดี
“กำลังจะไปเดี๋ยวนี้ล่ะครับผอ.ซีวอน” ฮีซอลตอบเสียงเบา
“ก็ไปซิครับ” แล้วทั้งคู่ก็รีบวิ่งหายไปทันทีทิ้งให้เจ้าของสถานศึกษาได้แต่ส่ายหน้าระอากับลูกศิษย์ตัวเอง
“ไอ้เหี้ยเหนื่อย!!!!!” หลังจากที่วิ่งหนีเข้าซอยเล็กๆเพื่อไปโผล่ที่ซอยไหนสักซอยแล้วพ่อคุณก็วิ่งโกยขึ้นรถเมล์ทันที
“แม่งเอ๋ย! แล้วนี่กูจะไปไหนวะเนี่ย สัดเอ๋ย! อย่าให้กูเจอมึงอีกนะไอ้ฮีซอล ไอ้แมวปีศาจ!!!!!!!”
“คิๆ” เสียงหัวเราะด้านหลังเบาๆทำให้คังอินหันควับไปมองด้วยใบหน้าที่ไม่สบอารมณ์แต่แล้วก็ต้องตกใจ
“เอ๊ะ?? จองซูมาอยู่นี่ได้ไง”
“ก็ฉันกำลังจะไปโรงเรียนน่ะวันนี้ตื่นสาย” คังอินหันออกไปมองนอกหน้าต่างก็พบว่าซอยเล็กๆที่ตนวิ่งมานั้นพาตนย้อนไปไปก่อนถึงป้ายโรงเรียนสองป้าย ได้ทางหนีใหม่แล้วกู
“ไปส่งไหมครับ” เมื่อเห็นคนสวยลุกขึ้นคังอินก็อาสาทันทีแต่อีกฝ่ายกลับหัวเราะคิกคัก
“เพิ่งหนีฮีซอลมาไม่ใช่เหรอไง ไม่ต้องหรอก” คังอินยกมือขึ้นเกาหัวตัวเองแกรกๆ จะว่าไปก็ไม่ได้หนีแค่ฮีซอลหรอกแต่หนีตีนของเด็กไอ้ฮีซอลดีกว่า
“เอ่อ....ขอเบอร์ได้ไหม” ดวงตาสวยภายใต้กรอบแว่นหนาเบิกกว้างอย่างตกใจ เมื่อเห็นอีกฝ่ายตกใจคังอินก็เกาหัวแกรกๆแล้วเสนอทางเลือกให้ใหม่ “ทวิตเตอร์หรือเฟสบุคก็ได้”
“ทวิตเตอร์นะ bellyrella” คนตัวเล็กลงจากรถเมล์ไปแล้วแต่คังอินยังคงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับเสียงหวานที่เอ่ยบอกชื่อทวิตเตอร์
“แล้วไอ้เบลลี่เรลล่ามันสะกดยังไงวะ อ๋อ~ เรื่องภาษาหนูอุคช่วยได้!!!!”
@bellyrella ดีฮับจองซู นี่คังอินนะ~ ♥
ส่งไปไม่ถึงนาทีข้อความจากอีกฝ่ายก็เด้งขึ้นมา
@Kangin_KSiam51 จองซูพ่อมึงดิไอ้หมีควาย กูฮีซอลเว๊ย!!!!!!!!!! ไอ้ควายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย ♥
ตึงโป๊ะ~ วันนี้ก็จบด้วยประการละฉะนี้~~~
ทุกวันศุกร์เหมือนจะเป็นวันรวมญาติของเด็กอาชีวะกันและสองกลุ่มในนั้นมีหรือที่สองสถาบันของเราจะไม่เข้าร่วม ร้อนถึงประชาชนตาดำๆต้องคอยหลบหลีกและหลีกเลี่ยงไม่เข้าไปอยู่ในวงล้อมของเด็กพวกนี้ แม้ว่าพาณิชย์รุ่งสมร่วมฤดีจะเป็นโรงเรียนที่ออกจะคุณหนูสักเล็กน้อย แต่ศึกศักดิ์ศรีไม่มีหรอกคำว่าคุณหนูหรือสถุน
“มึงตายยยยยยย!!!!” เสียงตะโกนโวยวายมาพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่วิ่งตามไล่หลังกันมา และมันไม่ได้มีแค่นั้น มันยังมีมีดเล่มยาว(มาก) ไม้ ท่อเหล็กและสนับมือเตรียมพร้อม
“ไอ้เหี้ยอย่าหนี!!!”
“ไม่หนีก็โดนมึงฟันสิวะไอ้ควาย!!!!” และเสียงด่าทอด้วย ประชาชนตาดำๆ ลูกเด็กเล็กแดงได้แต่หาที่หลบเมื่อพวกมันกำลังจะวิ่งผ่านมาทางป้ายรถเมล์ บ้างก็วิ่งหลบเข้าร้านข้างทางหรือแม้แต่บ้านของคนอื่น แต่จะมีก็คนหนึ่งละที่ยืนอยู่เฉยๆอย่างตกใจ
“เฮ้ย!!!” ใครก็ไม่รู้ที่วิ่งนำหน้ามาชนเข้ากับร่างบางที่ยืนตกใจกอดหนังสืออยู่ล้มลงกองกับเก้าอี้ยาวที่นั่งรอรถเมล์ และกลุ่มที่วิ่งไล่กันมานั้นก็วิ่งเข้ามาใกล้เรื่อยๆ นัยน์ตาสวยลั่นระริกอยู่ภายใต้กรอบแว่นหนาและอยู่ๆข้อมือก็โดนคว้าไปอย่างแรงจนแว่นหลุด สองเท้าวิ่งตามคนด้านหน้าที่พาตัวเองวิ่งไป
“เฮ้ยเหี้ยซวยแล้วไง!!!!” เสียงใครสักคนดังลอยตามหลังมา แต่ทั้งคู่ก็ไม่สนยังคงวิ่งหนีอย่างเร็ว เจ้าของสัมผัสอบอุ่นพากระตุกเข้าแอบในซอยตันข้างทาง
ซอยเล็กๆข้างถนนนั่นเป็นซอกแคบๆระหว่างบ้านสองหลังเท่านั้นเอง ทั้งชื้นและเหม็นอับแต่อย่างน้อยก็ไม่ทำให้คนสวยในอ้อมแขนนี้โดนทำร้าย มือใหญ่ยังคำกำรอบข้อมือเล็กที่สั่นเทาเอาไว้ ใบหน้าสวยก้มลงชิดแนบอกของคนตัวโตกว่าและแรงสะอื้นก็ทำให้คนใจอ่อนยกมือทั้งสองข้างขึ้นโอบกอดร่างนิ่มนั้น
สองมือเล็กยกขึ้นกำชายเสื้อของคนที่ช่วยตัวเองเอาไว้ อ้อมแขนใหญ่โอบกอดนั้นช่างอุ่นเสียจนเรียวปากบางวาดรอยยิ้มออกมา ฝ่ามือใหญ่ยกขึ้นลูบกลุ่มผมนิ่มเบาๆ
“ไม่เป็นไรนะไม่ต้องกลัว คังอินอยู่นี่แล้วจองซูไม่มีทางเป็นอันตรายได้หรอกนะ” หัวกลมๆพยักหน้ารับกับแผ่นอกกว้างให้พอจั๊กกะจี้เล่นแต่อีกประโยคหนึ่งทำเอาความจั๊กกะจี้หายไปแต่ได้แรงทุบที่อกมาแทน “แต่ถ้าคังอินจะทำให้อะไรจองซูบ้างก็หยวนๆเนาะ~”
“บ้า”
“ถ้าบ้าแล้วจะหล่อขนาดนี้” เสียงหวานหัวเราะเบาๆ คังอินละตัวนิ่มออกเบาๆก่อนจะเกลี่ยหยดน้ำตาที่เกาะแก้มใสเบาๆ
“ไม่เป็นไรแล้วนะ”
“อืม ขอบใจนะที่ช่วย” เรียวปากบางวาดรอยยิ้มสวยส่งให้และนั่นก็ทำให้หัวใจของคนมองกระตุกตาม
“ไหนๆก็คุยกันรู้เรื่องแล้ว เรา....มาเคลียร์กันหน่อยไหม?” อยู่ๆใบหน้ายิ้มแย้มก็บึ้งตึงขึ้นมาทันที ทำเอาคนตัวเล็กกว่าปรับอารมณ์ตามไม่ทัน
“มะ..มีอะไรเหรอ?” ใบหน้าคมเข้มก้มลงเข้ามาใกล้จนจองซูต้องถอยหลังหนีชิดกับกำแพงด้านหลัง สองแขนปิดกั้นทางออกล้อมคนสวยเอาไว้ในอ้อมแขน
“จำวันที่คังอินขอทวิตเตอร์จองซูได้ไหม?.......” ใบหน้าสวยพยักหน้ารับอย่างเร็วๆจนทำให้คนขี้แกล้งเกือบหลุดยิ้มออกมา ก็มันน่ารักนี่นะ “ทำไมถึงให้ของฮีซอลมา”
“ก็..ก็เห็นพูดถึงฮีซอลก็เลยคิดว่าอยากได้ของฮีซอลนิ..นา” พูดไปก็หลบสายตาและใบหน้าคมที่ก้มลงมาใกล้ไป ปลายจมูกเฉียดผ่านแก้มใสอยู่หลายครั้ง พวงแก้มขาวแดงเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่
“คังอินอยากได้จองซูตั้งหาก”
“บ้า” เอ่ยเสียงเบาพร้อมกับยกมือขึ้นทุบอกกว้างนั้นเบาๆ พวงแก้มขาวแดงจ้าน
“อยากได้ทวิตเตอร์ของจองซู คิดไปถึงไหนแล้ว” นิ้วสากจิ้มปลายจมูกโด่งรั้นอย่างหยอกเย้าเมื่อเห็นพวงแก้มแดงสีน่ารักนั้น ใบหน้าสวยยู่ลงเมื่อโดนแกล้ง
“เพื่อเป็นการไถ่โทษพรุ่งนี้ไปเที่ยวกันนะ”
“เอ๊ะ?? เราไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย ทำไมต้องไถ่โทษด้วยเล่า!!” ใบหน้าคมก้มลงเข้ามาเกือบแนบชิด นัยน์ตาดุมองจ้องเข้าไปยังแก้วตาสวยอย่างบังคับ
“ก็หรือจะไม่ไป”
“ไปก็ได้...ทำไมต้องทำตัวเหมือนพวกที่วิ่งไล่ตีกันด้วยนะ นิสัยไม่ดี!” เรียวปากยู่ด้วยความขัดใจ
“นิสัยไม่ดีเหรอ?.......แล้วถ้าไม่บังคับจะไปด้วยกันไหมละ?”
“ไปซิ ถ้านายจะเลี้ยงนะ” เสียงหวานหัวเราะคิกคักแลดูน่ารัก
“แน่นอนได้อยู่แล้วก็ได้กำไรแล้วนินะ” ว่าแล้วก็ก้มลงหอมแก้มเนียนก่อนจะวิ่งหนีออกมาจากซอกตึกที่แอบกันอยู่ปล่อยให้คนตัวเล็กวิ่งไล่ตาม
“อ๊ะ!!!!! คังอิน ไอ้หมีบ้า!!!!!!!!!!!!!!”
วันหยุดเสาร์อาทิตย์ของเด็กในเมืองหรือฝั่งพระนครก็คงจะเป็นแฮงค์เอ้าท์แถวๆสยามกัน แต่สำหรับเด็กฝั่งธนแล้วนั้นแค่เซ็นทรัลมันก็หรูแล้ว~
ตอนนี้คังอินกำลังยืนพิงเสาบันไดตรงทางเข้าห้างพร้อมกับก้มหน้าเล่นไอโฟนสามของตัวเองเพื่อรอใครอีกคนที่นัดให้มาเที่ยวด้วยกันนั้นมาถึง นาฬิกาข้อมือถูกหงายดูเป็นรอบที่ร้อยกว่าๆ คังอินมองออกไปยังทางถนนใหญ่เพื่อที่จะมองหาคนตัวเล็กแต่ก็ไร้วี่แวว
“อยู่ไหนนะ จะเกิดอุบัติเหตุหรือเปล่านะ” บ่นพึมพำกับตัวเองแต่ก็ยืนรอจนคอยืดคอยาวจนจะเป็นหมีคอยาวอยู่แล้วนั้น อยู่ๆเสียงเตือนจากทวิตเตอร์ในไอโฟนก็ดังขึ้น
@Kangin_KSiam51 มึงจะติดแท็คมาทำเหี้ยอะไรเยอะแยะ กู คิม! ฮี! ซอล!!! ไม่ใช่จองซูเว๊ยไอ้หมีง๊าววววววว!!!
@bellyrella ก็คิดว่าเผื่อจะอยู่ด้วยกันไง แค่นี้ก็ต้องด่า โห้ย~ คนสวยแม่งใจร้ายว่ะ
และเพียงอึดใจ
@Kangin_KSiam51 เออกูสวย ขอบใจนะที่ชม~!!! ♥
@bellyrella มึงส่งหัวใจมาทำไมเหี้ยไรครับ? ♥♥
@Kangin_KSiam51 ก็กูสวยไง!!! แล้วนี่มึงอยู่ไหนเนี่ย? รอจองซู??
@bellyrella อยู่ในใจมึงอ่ะ!! เออยืนรออยู่หน้าห้าง แล้วนี่ไอ้ฮันอยู่กับมึงป่ะ?
ยังไม่ทันที่บทสนทนาจะได้ต่อข้อความอีกข้อความก็เด้งขึ้นมา
@Kangin_KSiam51 @bellyrella ฮ่าๆ
@WhiteyBelly จองซูอยู่ไหน เป็นห่วงนะ
@Kangin_KSiam51 โทษทีเพิ่งตื่นน่ะ รอแปบนะ ขอโทษนะ …. ^^….
และหลังจากการทวิตข้อความคุยกันนั้นตอนนี้ก็ผ่านไปสองชั่วโมงแล้ว ตอนนี้คนตัวโตใกล้จะคอยาวเป็นยีราฟอยู่แล้วรอมร่อ นาฬิกาถูกยกขึ้นมาดูอีกครั้ง เข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาว่าใกล้จะบ่ายโมงอยู่แล้ว แม้ว่าท้องจะร้องแค่ไหนก็ยังไม่ยอมเดินเข้าห้างไปหลบร้อนก็ได้แต่ยืนทำคอยืดยาวอยู่หน้าห้าง และหลังจากยืนทำตัวเป็นยีราฟอยู่นานก็เจอคนตัวเล็กลงจากรถเมล์มา
ใบหน้าคมวาดรอยยิ้มราวกับคนเสียสติก่อนที่จะเดินลงไปรับคนตัวเล็กที่เดินตรงมาหา นัยน์ตาใส่ภายใต้กรอบแว่นหนา การแต่งตัวก็ดูเรียบร้อยออกจะดูเชยไปสักหน่อยแต่ไม่รู้ทำไมในสายตาของคนตัวโตกลับมองว่าคนๆนี้น่ารักกว่าเด็กสาวที่แต่งตัวโชว์ทั้งๆที่ไม่มีอะไรจะโชว์เสียอีก ...ก็นะขาวกว่า สวยกว่า ตัวนิ่มกว่า ถึงจะไม่มีหน้าอก แต่จะมีหรือไม่มีก็ไม่ต่างกัน...
“รอนานไหม” กล้าถามเนอะว่ารอนานไหม แต่สุภาพบุรุษแต่ไม่กระทิงแดงก็ต้องตอบแบบสุภาพบุรุษ
“ไม่นานหรอก เกือบสามชั่วโมงเองคังอินรอได้” พร้อมกับยิ้มกว้างๆ ตาหยีส่งให้
“งั้นเดี๋ยวเรากลับไปนอนต่อก่อนนะ เย็นๆค่อยมาแล้วกันนะ” และเจ้าตัวก็จะกลับจริงๆตามที่บอกแต่คังอินคว้าข้อมือไว้ได้ทัน
“แหมมม~ งั้นขอไปนอนด้วยเลยได้ไหมละ? จะได้มาพร้อมกันเลย…ไปหาข้าวกินกันหิวแล้ว” จับมือพาเดินเข้าห้างไปด้วยกัน ไม่สนสายตาใครว่าจะมองมาอย่างไร ก็หมีมันด้านนี่นะ
ศูนย์อาหารและร้านอาหารต่างๆอยู่ชั้นสี่ของศูนย์การค้า ตอนนี้คังอินกำลังก้มหน้ากินอาหารของตัวเองไม่พูดไม่จา ร้านที่เลือกสำหรับมื้อนี้ก็คือร้านอาหารบุฟเฟ่ต์และตอนนี้พ่อเจ้าประคุณก็ลวกเอา ตักเอา กินเอาไม่ยอมหยุดหายใจร้อนถึงคนตัวเล็กตรงข้ามกลัวว่าอีกคนจะสำลักตายไปซะก่อน
“อย่ากินเร็วนักสิ เดี๋ยวก็สำลักหรอก” และก็เป็นดังตามคาดการณ์ในนิยาย เมื่อทักแล้วอีกฝ่ายก็....
“แค่กๆๆ...โอ๊ย แค่กๆ..”
“เอ้าน้ำๆ นายนี่นะจะรีบกินไปไหนมีเวลาตั้งชั่วโมงครึ่งทำอย่างกับมีเวลาแค่ห้านาที” บ่นไปก็ยื่นแก้วน้ำส่งให้อีกคน อีกฝ่ายก็รับมาแล้วดื่มน้ำเสียอึกใหญ่
“แค่ก..ก็อย่าทักสิ พอทักทีไรก็ได้เรื่องทุกทีไม่เคยดูหนังหรือไง” ดวงหน้าขาวมองอีกฝ่ายที่ก้มหน้าก้มตากินด้วยสีหน้านิ่งเฉย จองซูลุกขึ้นแล้วเดินไปตักของสดมาซึ่งคังอินก็ยังคงกินต่อไปโดยไม่รู้สึกอะไร จองซูตักอาหารใส่จานเล็กๆสี่จานแล้ววางซ้อนกันเดินถือกลับมาเทลงในหม้อต้มให้คังอินกิน..ให้หมด
เมื่อทานเสร็จแล้วคนตัวเล็กกว่าก็ลุกขึ้นเดินนำไปและออกนอกร้านโดยไม่รอให้คนตัวโตจ่ายเงินให้เรียบร้อยก่อน ร้อนถึงพ่อคนกินอิ่มต้องรีบวิ่งตามมา ใบหน้าคมวาดรอยยิ้มเสียตาหยีแต่คนตัวเล็กเพียงแค่ปรายตามองเท่านั้น
“กินไม่อิ่มเหรอ? ไปกิมไอติมกันต่อไหมละ??” จองซูไม่ตอบบิดข้อมือออกจากมือใหญ่แล้วเดินนำไปร้อนให้อีกคนต้องวิ่งตามมาดักหน้าไว้
“เป็นอะไรไปครับ? บอกได้ไหม” ใบหน้าคมยิ้มเสียตาหยีส่งให้แต่แล้วนัยน์ตาสวยก็เริ่มคลอไปด้วยม่านน้ำใส
“ไม่ต้องมายุ่งเลย!!” แหวใส่เสียงดังและหยดน้ำใสก็ไหลรินผ่านพวงแก้ม ฝ่ามือใหญ่รองรับหยดน้ำตานั้นก่อนจะปาดเช็ดมันให้ออกจากดวงหน้าใส ใบหน้าสวยมองสบเข้ากับนัยน์คมที่ส่งแววอ่อนโยนมาให้ ไม่น่าเชื่อว่านี่คือสายตาของคนคุมเทคโนกรุงสยาม อ่อนโยนเป็นด้วยเหรอ?
“เป็นอะไรครับ ไหนบอกกันหน่อยสินะ” ใบหน้าสวยก้มหน้าลงก่อนจะนึกเขินอยู่ๆก็ร้องไห้ออกมาเสียอย่างนั้น
“เปล่า” สองมือดันคนตัวโตออกและหมายจะเดินหนีแต่คังอินกลับรวบร่างนุ่มนิ่มมากอดไว้
“โอ๋ๆๆ ไหนบอกกันหน่อยสิครับคนดี เป็นอะไรร้องไห้ทำไมหื้ม? หรือว่าไม่พอใจคังอินเหรอ คังอินทำผิดเหรอ คังอินขอโทษนะ” เมื่อได้รับความอบอุ่นที่โอบล้อมกายน้ำตาก็ไหลรินอีกครั้งทั้งๆที่เจ้าตัวก็ไม่รู้เลยว่าตนนั้นหลั่งน้ำตาทำไม หัวกลมๆเลยได้แต่ส่ายหน้ากับอกกว้างๆของคนที่โอบกอดตนไว้
“งั้นเราไปกิมไอติมกันดีกว่าเนอะจองซูจะได้อารมณ์ดี จะได้ยิ้มให้คังอินอีก” ส่งยิ้มตาหยีแล้วก็จับมือนิ่มสอดประสานแล้วพาเดินไปร้านไอศกรีมเพื่อทำให้คนสวยอารมณ์ดีขึ้น นายก็สุภาพบุรุษเหมือนกันนิเนอะ ฉันคงต้องมองนายใหม่แล้วล่ะคังอิน
ภายในร้านไอศกรีมสีแดงน่ารัก โซฟาสีแดงมุมในสุดของร้านกำลังเกิดการเถียงกันว่าใครจะได้ลิ้มรสช็อคโกแลตแท่งที่มีอยู่ชิ้นเดียวในไอศรีมถ้วยใหญ่น่ากินตรงหน้า นัยน์สวยกับนัยน์คมมองจ้องกันเข่นเขี้ยวไม่ยอมละสายและละข้อมือเล็กที่มือใหญ่กำไว้รอบแต่ไม่ได้ออกแรงกด ชิ้นสีดำสี่เหลี่ยมเล็กที่อยู่ในมือของคนสวยถูกจับไม่ปล่อยเช่นกัน
“ปล่อยเดี๋ยวนี้เลยคังอิน” กลีบปากบางตรงหน้าเอ่ยบอกเสียงเบา นัยน์คมก้มลงมองกลีบปากสวยนั้นก่อนจะเบนขึ้นสบกับดวงตาสวยอีกครั้ง
“ไม่ปล่อย...ส่งมันมาเดี๋ยวนี้นะจองซู”
“ไม่ให้ ฉันจะกินนายก็กินอย่างอื่นไปสิ ปล่อยมือฉันเดี๋ยวนี้นะคังอิน!!”
“..........ก็ได้ ยอมแพ้” หลังจากที่ต่อสายตากันมานานและดูท่าว่าไอศกรีมที่น่าอร่อยจะละลายเสียหมด คังอินก็ยอมแพ้ปล่อยข้อมือเล็กแล้วหยิบช้อนมาตัดไอศกรีมกิน คนสวยเองก็ยิ้มร่าแล้วเคี้ยวช็อคโกแลตชิ้นนั้นตุ้ยๆดูน่ารักมากๆ(ในสายตาของคนแอบมอง)
“อื้อ...อร่อยมะ....” เย้าคนอดกินยังไม่ทันหนำใจอยู่ๆคนเสียเปรียบก็คว้าไปจูบเสียอย่างนั้น รสหวานของเนื้อไอศกรีมกับรสขมของช็อคโกแลตผสมกันจนหวานเลี่ยนอยู่ในโพรงปาก ดวงตาสวยเบิกกว้างอย่างตกใจสบกับนัยน์คมที่ประสานในระยะใกล้ชิดหมายจะยั่วเย้า แล้วก็เป็นคนตัวเล็กที่เสียท่าซะเอง
“อื้ม...อร่อยจริงๆด้วย” คังอินผละจูบออกแล้วยิ้มตาหยีมองคนที่ยังตกใจ เบิกตาโตด้วยรอยยิ้มก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปจูบเบาๆที่กลีบปากนิ่มสีหวาน
“เชอร์รี่ก็หวานเนอะ” ดวงตาสวยได้แต่กระพริบปริบๆมองอีกคนอย่างตกใจด้วยไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะกล้ากระทำแบบนี้ พวงแก้มค่อยๆแดงเรื่อจนขึ้นสีจัด สองมือใหญ่ทาบพวงแก้มร้อนนั่นไว้แล้วประทับจูบที่ปลายจมูกโด่งอีกครั้งก่อนจะผละออก คนสวยก็ยังคงสติหลุดเหมือนเดิม
“...เอ้า..อ้าม” ช้อนคันยาวตักไอศกรีมน่ากินมาเสียเต็มช้อนแถมด้วยบราวน์นี่ชิ้นเล็กพอดีคำอีกด้วย เรียวปากสวยอ้างับคำนั้นแต่ดวงตายังคงเบิกกว้างอย่างตกใจอยู่เช่นเดิม
“นี่ถ้ายังไม่เลิกตกใจจะจับปล้ำตรงนี้เลยนะ” สิ้นคำสองมือก็ทุบเข้าที่อกของคนแกล้งแรงๆ
“นาย..มาจูบฉันทำไม” คังอินเลิกคิ้วก่อนจะตอบด้วยท่าทีฉะฉาน “ก็อยากจูบ”
“เราเป็นอะไรกับหรือไงล่ะ? อยู่ดีๆมาจูบคนอื่นเขาเสียอย่างนั้น...หน้าไม่อาย!” คนหน้าไม่อายได้แต่หัวเราะเสียงดังแต่แล้วก็ทำให้คนปากกล้าเงียบแล้วนั่งก้มหน้ากินไอศกรีมถ้วยใหญ่โดยไม่พูดอะไรอีกเลย
“แล้วถ้าขอเป็นแฟนจะยอมให้เป็นป่ะละ? ยอมเป็นแฟนกันไหมละ” ไอ้บ้า! ก็เขินเป็นนะเว๊ย!!!!!!!!!!
เช้าวันจันทร์ที่แสนน่าเบื่อสำหรับใครหลายคนแต่กลับไม่ใช่พ่อคนตัวโตที่นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เพ้อหาใครสักคนที่ทำเอาคนรอบกายก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอากับท่าทีนั้น จนรยออุคอดรอนทนไม่ไหวเขย่าไหล่ของคนนั่งเหม่อแต่ก็ไม่ได้การตอบรับจากคังอินเลยแม้แต่น้อย
“เยซองดูคังอินสิ!!!” เมื่อเขย่าไม่ได้ผลก็หันไปเขย่าคนข้างๆแทนด้วยใบหน้าบูดบึ้งและเยซองเองก็ทนเห็นหนูน้อยตัวเล็กทำหน้าบูดได้ไม่นานก็ต้องมาเสี่ยงตายเขย่าเรียกไอ้เพื่อนตัวดีเสียนี่ ตอนนี้ใครโกรธก็สู้คนตัวเล็กโมโหไม่ได้หรอก..รับรองโมโหทีไรบรรลัยถามหาทุกที
“คังอิน จองซูมา!!!” แค่นั้นแหละพ่อฝันค้างก็รีบลุกขึ้นมองหาทันทีและเมื่อไม่เห็นผลกรรมก็ตกอยู่ที่
“โอ๊ยยยยยย....รยอุคอ่า เยซองเจ็บ~” และก็เนียนกอดคนตัวเล็กเอาไว้ซึ่งคังอินเองก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอามัน ทำเป็นเนียนได้ทุกทีสิน่า
“นี่ลูกพี่ได้ข่าวว่าลูกพี่เป็นแฟนกับไอ้เด็กพาณิชย์นั่นแล้วเหรอ” ชินดงเอ่ยถามพร้อมกับหยิบขนมปังขึ้นมาแกะห่อกิน
“ใครบอกมึงวะ?”
“โอ๊ยยย ไม่ต้องมีใครบอกหรอกลูกพี่เขารู้กันทั้งโรงเรียนแล้ววววว เห็นว่ามีพวกที่ไม่เห็นด้วยมันอาจจะก่อกบฏขึ้นมาก็ได้นะ”
“ทำไมวะ”
“ก็มันไม่ชอบไอ้เด็กโรงเรียนนั้นนินาแล้วยิ่งลูกพี่ไปคบกับไอ้เด็กโรงเรียนนั้นมันก็เหมือนกับว่าลูกพี่ดูถูกพวกมัน” เยซองเองก็เนียนกอดคอคนตัวเล็กที่นั่งอ่านหนังสือคั่นกลางระหว่างตนกับคังอิน ใบหน้ากลมก้มลงใกล้กับใบหน้าเนียนอ่านหนังสือไปด้วยกันแต่จริงๆแล้วแอบมองใบหน้าสวยใกล้ๆเสียมากกว่า
“ดูถูกเหี้ยไรวะ? กูก็แค่ชอบเขาผิดตรงไหน” ซึ่งทั้งสามเองก็ได้แต่ส่ายหน้า
“ก็ให้แม่งมาดิ กูกลัวที่ไหนละ”
และก็เป็นดังคาดสมพรปากของคังอินเลย เมื่อถึงเย็นวันพุธพวกก่อกบฏส่งสาสน์ท้าเคลียร์กับคังอินตัวๆ แต่ขอโทษทีเถอะตัวต่อตัวโคตรเหง้าสักหลาดบ้านไหนมันมาเป็นขโยงแบบนี้ละวะครับ? พวกมันเล่นทั้งไม้ เหล็กท่อ สนับมือและตีนอีกหลายสิบคู่ มีหรือคนเดียวผู้หล่อเหลาบาดใจยิ่งกว่าณเดชน์จะสู้พวกมันได้
“ไงลูกพี่!” เสียงของหัวโจกดังขึ้นมาพร้อมกับที่พวกลิ่วล้อแหวกทางให้หัวหน้าเดินเข้ามาประจันหน้ากับคังอินโดยมีไม้ทีแบกไว้ที่ไหล่...กร่างจริงนะมึง!...
“ไม่ไงอ่ะ..มีไรก็ว่ามา” สายตาคมกวาดมองเหล่าลูกน้องที่ยืนอยู่ด้านหลังของหัวโจกที่คุ้นๆหน้ากันแล้วก็ประเมินค่าจากสมองแล้ว...วันนี้กูสิ้นชีวาแน่ๆละแสรดดดดดดดด...
“ลูกพี่รู้ไหมว่าพวกเราเสียหน้าแค่ไหนที่ลูกพี่ไปคบกับไอ้ลูกคูณหนูนั่น!”
“แล้วเกี่ยวเชี่ยไรกับมึงวะ? ก็กูรักเขา กูก็คบกับเขาผิดตรงไหนวะ? แล้วถามสักคำ มึงเสือกเหี้ยอะไรกับกูวะ?”
“ไอ้สัตว์ปากดีนะมึง มึงคิดว่ามึงเจ๋งเหรอวะ?”
“เจ๋งไม่เจ๋งกูก็ไม่เคยหมาหมู่หรอกเว๊ย จะซัดก็ซัดมาสักทีสิสัด!!”
แล้วทุกคนที่รุมล้อมคังอินเป็นวงก็รุมเข้าใส่ ทั้งมือ ทั้งเท้า ทั้งเหล็กท่อและไม้ คังอินก็เพียงแต่ได้ปัดป้องสวนบ้าง ถอยบ้าง ปลายหางคิ้วแตกเลือดสีแดงสดไหลย้อยหยดลงบนเสื้อนักเรียนสีขาวสะอาดที่ตอนนี้คลุกดินคลุกฝุ่นจนแทบจะไม่เหลือสภาพ
หมัดลุ้นๆซัดเข้าที่ปลายคางของตัวหาเรื่องแต่มันก็เสือกหลบได้และก่อนที่คังอินจะโดนไม้ฟาดย้ำรอยเดิมที่ข้างเอวที่โดนซัดไปแล้วนั้น เสียงโห่ร้องกับกลุ่มคนอีกกลุ่มก็เฮโลเข้ามาตะลุมบอนช่วย และคนที่เห็นอยู่แว่บๆไม่ไกลจากตัวเท่าไหร่คือฮีซอลและฮันคยอง...มาทำเหี้ยอะไรวะ?...
เสียงด่าสาดใส่กันและเสียงตุ๊บตั๊บของเนื้อกระทบเนื้อดังมาเป็นระยะๆ เสียงท่อเหล็กตกลงพื้นก็บ่อยเสียจนคนเจ็บตัวกลมๆนั่งสะดุ้ง ทั้งใบหน้าหล่อเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและรอยคราบเลือด และก่อนที่คังอินจะได้ทำอะไรต่อไปฮีซอลกับฮันคยองก็มาหิ้วปีกหมีอ้วนๆออกไปจากวงตะลุมบอนนี้ ปล่อยให้พวกของตนนั้นจัดการต่อ
“พวกมึงมาได้ไงวะ”
“ตีลังกาสามตลบ หกสูงหกที เขย่งก้าวกระโดดมาอีกสิบเมตรก็ถึงตัวมึงละ” แม้สองมือจะหิ้วปีกเพื่อนตัวโตแต่ปากก็ยังคงทำหน้าที่จิกกัดกันได้เหมือนเดิม คังอินเพียงแต่แค่ปรายหางตามองไม่ใช่ว่าเถียงไมได้แต่โคตรเจ็บปากเลยห่านนนนนนน
“เอ้าๆๆๆ นั่งๆไปมึง” ฮันคยองผลักคังอินให้ลงนั่งที่โต๊ะหินอ่อนใต้ตึกเรียน(อะไรสักตึก ซึ่งก็ไม่รู้เว๊ย ไม่ใช่ถิ่นกู) “อ่ะนี่ยา ทาเองนะเว๊ย ไม่ใช่เรื่อง” แล้วก็โยนถุงยายับๆที่ล้วงมาจากกระเป๋าหลังโยนให้ คังอินคว้ารับแทบไม่ทัน
“ขอบใจ แล้วพวกมึงมาได้ไงวะ...เอาดีๆไอ้ฮีซอล” เมื่อเห็นว่าฮีซอลกำลังจะอ้าปาก คังอินก็ตัดบทให้ คนสวยเองก็ได้แต่แบะปาก
“เออน่าพวกกูรู้ทุกเรื่องอ่ะ มีญาณบอก”
“ผีบอกเหรอมึง?” ฮีซอลหรี่สายตามองก่อนจะแสยะยิ้ม
“ถ้ามึงคิดว่าผีก็ผีนั่นละวะ!!!!” ระวังเงาหัวมึงจะหายล่ะ เพราะผีตัวนั้นของมึงน่ะอาฆาตแรงด้วย
“ไม่ต้องร้องแล้วนะครับ นะครับคนดี” ปลายนิ้วแกร่งปาดเช็ดหยาดน้ำใสเบาๆด้วยมือข้างที่ใส่เฝือกอ่อน
“ก็จะไม่ให้ร้องได้ยังไงเล่า! ก็นายเจ็บขนาดนี้อ่ะ” หยาดน้ำตายังคงไหลเป็นสาย ใบหน้าสวยซบลงที่ต้นแขนแกร่งเบาๆด้วยกลัวว่าจะสะเทือนอาการบาดเจ็บของแขนข้างนี้ที่ใส่เฝือกอ่อนไว้อยู่ แขนอีกข้างที่ไม่ได้ใส่เฝือก่อนแต่ก็ช้ำไม่น้อยยกขึ้นลูบกลุ่มผมนิ่มเบาๆ รู้สึกถึงหยดน้ำอุ่นที่รินรดผ่านเนื้อผ้า
“ไม่เป็นไรหรอกแค่นี้เอง กินไอติมกันเถอะเนอะ~” ว่าแล้วก็อ้าปากรอให้คนสวยป้อนไอติม มีความสุขละครับงานนี้!!!!
“คังอิน….” ปลายเสียงหวานทอดยาวและไม่ยอมเอ่ยสิ่งใดต่อ “หื้ม? ว่าไงครับ”
“ถ้าจองซูมีเรื่องปิดบังอยู่ คังอินจะโกรธจองซูมากไหม”
“มันก็ขึ้นอยู่กับว่าจองซูปิดอะไรไว้อยู่ ถ้าไม่ร้ายแรงคังอินก็ไม่โกรธหรอก....” ใบหน้าสวยก้มหน้าลงคล้ายกับว่ากำลังลำบากใจและกลัว กลัวว่าคนตัวโตที่แสนจะอบอุ่นนี้จะโกรธ
“คือว่า...”
“พูดมาเถอะครับคนดี” ทัดปอยผมนิ่มไว้ที่ใบหูขาวแล้วส่งมอบรอยยิ้มกว้างเสียจนตาเล็กยิบหยี คนตัวเล็กเงยหน้ามองคนตัวโตกว่าแล้วเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง
“พูดมาเถอะนะครับ” คังอินไล้หัวแม่มือกับกลีบปากนิ่มเบาๆ จองซูค่อยๆคลายการเม้มริมฝีปากก่อนจะเอ่ยเสียงพูดเบาๆ
“คังอิน..จริงๆแล้ว.....................” คังอินเอื้อมมือจับกับมือเรียวขาวที่นิ่มเสียจนไม่อยากจะปล่อยมือคู่นี้ให้ผู้ใดได้สัมผัสแม้เพียงนิด ปลายนิ้วแข็งลูบหลังมือของคนตาสวยเบาๆอย่างปลอบโยน
“คือจริงๆแล้ว จองซูเป็น.....................” และนานจนกว่าที่จองซูจะเอื้อนเอ่ยแต่คังอินก็รอฟังทุกคำพูดที่จองซูจะเอ่ยบอก “..........เป็นญาติกับฮีซอล”
“อืม..ก็พอรู้สึกได้ละนะ เด็กดีอย่างจองซูก็ไม่น่าที่จะไปยุ่งอะไรกับฮีซอลมันได้หรอก เรียบร้อยซะขนาดนี้” จองซูวาดรอยยิ้มกว้างๆให้กับคังอินที่ไม่ถือโทษโกรธตน
“ฮีซอลก็เรียบร้อยนะ คังอินอย่าว่าฮีซอลสิ!” ฝาดมือลงกับต้นขาใหญ่ของคนตัวโตกว่าเบาๆกลัวว่าอีกฝ่ายจะเจ็บ
“ก็ไมได้ว่าสักหน่อย...ว่าแต่ถามอะไรหน่อยได้ไหม?” ใบหน้าสวยพยักหน้ารับแล้วก็ตักไอศกรีมป้อนคนตัวโตอย่างเอาใจ
“เมื่อไหร่จะยอมให้ไปที่บ้านสักทีล่ะ หื้ม?” ว่าแล้วก็ฉกแก้มนิ่มๆหอมไปฟอดใหญ่ จองซูตกใจหันซ้ายหันขวามองว่าจะมีใครเห็นไหมก่อนจะตีเข้าที่ต้นขาของคนทำเบาๆแก้เขิน
“ไม่ให้ไปหรอก ถ้าไปฉันก็เสร็จนายน่ะสิ!” อ้าวนั่นรู้อีก ว๊าาาาา~ ไม่เป็นไรตอนนี้ยังเจ็บอยู่ไว้หายดีเมื่อไหร่ละก็......หึๆ เสร็จแน่ละแม่นางฟ้าคนสวย~!!!!!!
หึ๊...ยังไงฉันก็ไม่ให้นายไปบ้านฉันหรอกคังอิน..ถ้าให้นายไปความลับทุกอย่างก็แตกหมดน่ะสิ แล้วที่ฉันทำมาทุกอย่างมันก็จะพังหมดน่ะสิ....
.
..
...
....
.....
“พี่ว่าไงนะ!!!!!” เสียงหวานแหวดังลั่นห้องของผู้อำนวยการของพาณิชย์รุ่งสมร่วมฤดี ใบหน้าคมเข้มของผู้เป็นพี่ชายเงยขึ้นมองแล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ตัวใหญ่ สองมือประสานเท้ากันบนโต๊ะ หน่วยตาคมมองปราดเดียวอาการฮึดฮึดทั้งหลายของน้องชายนามว่า ‘ลีทึก’ ก็เงียบลง
“อย่างที่พี่บอก....ไหนว่าเป็นหัวโจกคุมโรงเรียนไงก็จัดการให้พี่หน่อย รู้ไหมว่าผู้ปกครองและชาวบ้านรอบข้างมาร้องเรียนกับทางเรามากแค่ไหนกัน”
“จะไปรู้เหรอ? ก็ไม่ใช่เรื่อง!”
“ปาร์คจองซู!!!” เสียงเข้มดุเหวเข้าใส่ทำเอาลีทึกหรือจองซูพองลมเข้าเต็มสองแก้ม
“แล้วพี่จะให้ผมทำยังไงเล่า พี่ก็รู้เรากับกรุงสยามถูกกันซะที่ไหนล่ะ เจอหน้ากันก็จะเข้าใส่กันอยู่แล้วอ่ะ พี่จะให้ผมไปคุยกับพวกมันยังไงเล่า”
“ก็แล้วใครบอกว่าพี่ให้เราไปคุยกับพวกนั้นล่ะ” ใบหน้าสวยเอียงคออย่างสงสัยแล้วมันก็เรียกความโมเอ้เพิ่มขึ้นเป็นห้าสิบเอ็ดเท่าตัว แต่คุณพี่ชายบังเกิดเกล้าก็หาได้สนใจไม่เพราะมีคนอื่นที่น่าสนใจกว่า ..อุคิๆๆๆ..
“แล้วพี่จะให้ผมทำยังไงอะ?”
“ก็ไป ‘จับ’ หัวหน้าแก๊งค์สิ” อยู่ด้วยกันมาก็นานจากตีนเท้าฝาหอยจนตอนนี้ถีบฝาบ้านยังพังแล้วนั้น คำว่าจับของพี่ชายรูปงามนามซีวอนก็หมายความว่า ..มึงจงเอาตัวมึงใส่พานถวายให้ไอ้หัวหน้าแก๊งกรุงสยามซะสิ.. สนุกละกู ชิบหายตายห่าาาาาาาา
“ห๊ะ!!!? เชี่ยยยยยยยยย มึงว่าไงนะไอ้ลีทึกกกกกกกกกกกกกกกกก” ฮีซอลแหวดังลั่นห้องเก็บอุปกรณ์หลังโรงยิม ซึ่งมึงลืมอะไรไปหรือเปล่าว่ามันก้อง
“ไอ้ส้นตีนเบาๆ ก็อย่างที่พวกมึงได้ยินนั่นล่ะ!” มือขวาจัดยกขึ้นเสยผมด้วยท่าทีเหนื่อยหน่ายใจ ฮันคยองเองก็แทบจะเอาเท้าขึ้นมาก่ายหน้าฮีซอล(?)
“แล้วทีนี้จะเอายังไง พวกมึงก็รู้ว่าไอ้คังอินแม่งกวนตีน โฉด โหดและชั่วขนาดไหน” ฮีซอลหรี่ตามองฮันคยองด้วยหางตา
“ถึงจะยังไงมันก็เพื่อนมึงนะ ไว้หน้ามันบ้าง แล้วทีนี้จะเอาไงล่ะไอ้ที่ต้องจับมันเนี่ย พี่มึงนี่มันไม่ได้เรื่องจริงๆ”
“ไม่รู้ รู้แต่ตอนนี้กูปวดหัวมากกกกกกกกกกกกก” แล้วเจ้าตัวก็ทิ้งตัวลงนอนกับพื้นห้องที่รองด้วยเบาะหนาๆทันที และทั้งห้องก็เงียบเสียงลงเพราะต่างคนต่างตกอยู่ในภวังค์ของตนว่าจะส่งส่วยให้พวกนั้นด้วยวิธีไหน
“.....กูนึกอะไรออกล่ะ!” สิ้นคำของฮีซอลพวกที่เหลือก็พุ่งความสนใจมาหาทันที
“มันไม่เคยเจอมึง งั้นมึงก็ปลอมตัวเข้าไปหามันดิ!! แล้วก็ทำให้มันรักมึงแค่นี้เอง ง่ายๆ~” ลีทึกมองหน้าของเพื่อนที่สวยไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าตนแล้วอยากจะตะโกนใส่หน้ามันว่า ไอ้ส้นตีนนนนน มันง่ายที่ไหนของมึง!!!
“เดี๋ยวกูจัดการเปลี่ยนลุคมึงเอง ผมสีน้ำตาลทองมึงนี่ไม่ไหว ต่างหูนี่ก็ไม่ได้ มึงต้องปลอมเป็นเด็กเอ๋อ เรียบร้อยเท่านั้น!! แล้วขอเลยไปซื้อกางเกงใหม่เลยเอาที่ไม่ใช่ขาเดฟนะมึง!......” และอีกมากมายที่ฮีซอลจัดการชี้นิ้วสั่งจนลีทึกเองก็ได้แต่ถอนหายใจ..เอาวะ เป็นไงเป็นกัน ไอ้ห่านั่นจะเป็นยังไงกูก็ไม่เคยเห็น รู้แต่แค่กูบรรลัยแล้วก็แค่นั้น... ฮันคยองที่นั่งอยู่ใกล้ๆก็ได้แต่แตะไหล่เบาๆเป็นกำลังใจแต่ลีทึกกลับทำหน้าแหยๆใส่
“หุบปากสักทีเถอะฮีซอลกูรำคาญ มึงก็จัดการให้กูมาทั้งหมดเลยเหอะ!!!” เจ้าของชื่อก็ได้แต่วาดรอยยิ้มแสยะอย่างนึกสนุกที่จะได้มีอะไรสนุกๆเล่นอีกแล้ว แม้จะเป็นเรื่องคอขาดบาตายก็เหอะ แต่อีซอลขอพนันไว้ว่าตำแหน่งเมียของคนคุมกรุงสยามจะไปไหนพ้น ถ้าไม่ใช่เพื่อนหน้าสวยที่ชื่อปาร์คจองซูหรืออีทึกคนนี้
และการแปลงโฉมครั้งใหญ่ก็มาพร้อมกับความบรรลัยที่ฮีซอลคอยป้อนข้อมูลของฝากนั้นให้ อย่างน้อยคังอินก็เพื่อนเก่าสมัยมัธยมต้นของฮันคยองแต่น่าแปลกที่เวลาตนกับฮันคยองเจอคังอินนั้น ลีทึกจะไม่อยู่เสียทุกครั้งหรืออาจจะเป็นพรหมลิขิตที่ขีดให้คนทั้งคู่มาเจอกันในวันที่แสนจะบรรลัยขนาดนี้
“สัดเอ๋ยยยยยย ทำไมต้องเป็นกูด้วยวะ!!?”
“มึงเลิกบ่นเหอะน่า บ่นไปก็เท่านั้นแหละ ถ้ามึงทำไม่สำเร็จนะพาณิชย์ของเราล่มจมแน่มึง!!! ถ้ามึงจะอยู่ให้สูงกว่ามันมึงต้องเอามันมาไว้ข้างตัวให้ได้เข้าใจป่ะ?”
“เออๆๆๆๆๆๆ แต่กูแม่งไม่อยากอยู่กับมันนิหว่า!” ฮีซอลจับไหล่ทั้งสองข้างของเพื่อนเอาไว้แล้วมองสบตาด้วยความจริงใจ
“ถ้ามึงอยากเป็นที่หนึ่ง มึงต้องล้มที่หนึ่งที่อยู่อับดับเดียวกับมึงลง มึงถึงจะเหยียบขึ้นไปอยู่อันดับหนึ่งแค่คนเดียว เพราะฉะนั้น......”
“เออๆๆๆ กูจะต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้!!! วิธีไหนก็เอาเหอะ!!!!!” ฮีซอลแอบลอบยิ้มกับตัวเองด้วยว่าเรื่องสนุกๆกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว
เคยรู้กันบ้างไหมว่า ไอ้คนที่ยืนก้มหน้าก้มตาอยู่ตรงนี้อ่ะ หัวใจจะวาย กูกลัวนะเว๊ย เกิดแม่งจำกูได้ขึ้นมาก็บรรลัยสิวะ!!!!! กูไม่ถูกแม่งจับแดก(?)ตั้งแต่มันรู้ว่ากูคือใครเหรอวะ? ไอ้สัดคนต้นคิดก็ดีเกิ๊นนนนนนนนนนนน ให้กูอ่อยมันทุกทาง ตอแหลกับมันทุกอย่าง ห่านแม๊วววววววววววว ไปเอาหัวโหม่งหมอนไปไอ้ฮีซอลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลล
...เดินไปสิมึง... ข้อความบีบีที่ส่งตรงจากอีต้นเรื่องที่ยืนแอบอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล เออ!! คอยดูเหอะมึงกูจะเหยียบกรุงสยามให้แม่งจมดินเลย!! มึงด้วยไอ้ฮีซอลเสร็จเรื่องเมื่อไหร่นะ!!!!
“สู้ๆ เอาวะ!!” อ้อมแขนเล็กกอดหนังสือไว้แนบอก (ต้องรักษาอย่างดีเพราะมันเป็นของน้องชายผู้น่าถีบ) ใบหน้าหวานที่เชิดขึ้นอย่างไม่เกรงกลัวค่อยๆก้มลงเมื่อสองขาก้าวใกล้จะเดินถึงป้ายรถเมล์ที่มีหัวโจกอันดับหนึ่งของกรุงสยามนั่งรอรถเมล์อยู่ ใบหน้าสวยก้มลงจนแทบแนบชิดกับกองหนังสือในอ้อมกอด
แต่แล้วเมื่อนัยน์ตาสีอ่อนได้สบเข้ากับนัยน์ตาสีเข้มเพียงแค่นั้น ปาร์คจองซูก็รู้แล้วว่าหัวใจของตนนั้นได้โดนขโมยไปเสียแล้ว แต่ทว่าเรื่องความแค้นที่สั่งสมกันไว้รุ่นต่อรุ่นยังคงต้องสะสางและพาณิชย์รุ่งสมร่วมฤดีจะต้องเป็นที่หนึ่งที่เหยียบกรุงสยามให้จมดิน!! ความรักกับความแค้นมันไม่ใช่สิ่งเดียวกันนะคังอิน นายพลาดแล้วล่ะ
......
....
...
..
.
“ไปดูหนังกันไหมครับ?” คังอินยกมือที่จับประสานกันกับคนสวยที่เดินอยู่เคียงข้างขึ้นมาจูบหลังมืออย่างรักใคร่
“ก็แล้วแต่สิ คังอินอยากทำอะไรฉันก็จะทำด้วย” หันมายิ้มหวานสวยให้อย่างน่ารักน่าชังและคังอินเองก็ชอบใจเสียด้วยสิ
“ถ้าแล้วอยาก....” ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร นิ้วเรียวเสลาก็ปิดปากคังอินเสียแล้ว “ไม่ต้องพูดเลย” คังอินเพียงแค่วาดรอยยิ้มแล้วจุ๊บที่เรียวนิ้วนั้นอย่างหยอกเอินก่อนจะกระซิบคำว่ารักให้ได้ยินเบาๆ ให้ได้ยินกันเพียงแค่สองคน
รักฉันให้มากๆนะคังอิน เมื่อไหร่ที่นายล้มฉันคนนี้นี่แหละที่เป็นคนเหยียบนายให้จมลงกองแทบเท้าของฉัน!!
*แถม*
“เฮ้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!” อยู่ๆเยซองก็ตะโกนโวยวายขึ้นมาหลังจากที่ตะลุมบอนกับพวกเลี้ยงไม่เชื่องจบแล้ว
“ตะโกนหาอะไรของมึงวะ ซี๊ดดดด เจ็บปาก~” ชินดงเองก็ลืมตัวตะโกนใส่เพื่อนจนปากที่มีรอยช้ำและแตกเลือดไหลซิบอีกรอบ จนรอยอุคได้แต่ปรายสายตามอง
“ก็บอกให้อยู่เฉยๆไง ไม่เข้าใจหรือไงกัน”
“คืองี้จ๊ะรยออุคจ๋า~ แบบว่าเยซองเพิ่งคิดอะไรออก”
“อะไรเหรอ?” คนตัวเล็กขยับเข้าไปใกล้ๆหมายว่าอยากที่จะฟังอะไรบางอย่างจากเยซองจนตกอยู่ในอ้อมแขนของพ่อมือปลาหมึกเสียนี่
“จำได้ไหมที่เคยพูดว่าเห็นจองซูแล้วนึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหนอ่ะ”
“แล้วไงวะ? โอ๊ยยยย เจ็บปากว่ะแม่ง ไอ้พวกห่านั่นก็หมัดหนักชิบ!” ชินดงแตะเลือดที่มุมปากเบาๆ ถ้ากูเสียโฉมไหมกูจะไปจีบใครล่ะว๊าาาาาาา!!!
“คือนึกขึ้นได้แล้วว่าจองซูเหมือนใครก็ตอนเห็นไอ้พวกที่มาช่วยลูกพี่นั่นแหละ”
“แล้วใครล่ะอย่าลีลาได้ไหม!!” ถ้าไม่เกรงใจรยออุคจะปาขวดยาแดงใส่หัวเยซองซะแล้วเนี่ย
“ก็ลีทึกไง!! ลูกพี่ของพาณิชย์รุ่งสมร่วมฤดีอ่ะ”
“ห๊ะ!!!!!? จริงเหรอ? แล้วเยซองรู้ได้ไง” รยออุคยกมือขึ้นทาบที่อกแล้วเบิกตากว้างอย่างตกใจ ถ้านี่ไม่หน้าสิ่วหน้าขวานเห็นว่าคนตัวเล็กๆตรงหน้านี่อยากรู้นะ เยซองจะจับมาฟัดให้หายหมั่นเขี้ยวเลย!!
“ก็เคยแอบปีนเข้าไปหาเพื่อนในนั้นอ่ะแล้วเจอลีทึกตอนประชุมแก๊งแล้วมีฮีซอลกับฮันคยองเป็นมือซ้ายกับมือขวา”
“มึงก็อย่าเสือกปากโป้งแล้วกัน เข้าใจ?? เพราะถ้าเรื่องหลุดพวกมึงก็เละอ่ะ” ฮีซอลยืนค้ำหัวเยซองแล้วแสยะยิ้มเบาๆก่อนจะทำท่าเอานิ้วปาดคอ
“เรื่องวันนี้ก็จำใส่กะโหลกแล้วคิดเป็นบุญคุณซะ ถ้าเรื่องหลุดชีวิตพวกมึงก็ดับ เข้าใจ๊!!!? ทั้งสามได้แต่พยักหน้ารับหงึกหงัก ถึงจะยังไงก็ไม่มีใครกล้ากับฮีซอลและฮันคยองหรอก คนอื่นเจ็บแทบตายมันสองตัวมีแค่รอยช้ำนิดเดียวเอง!!!! ใครวะจะกล้า!!!!!!
ลูกพี่คร๊าบบบบบบบบบบบบบบ ไปดีมาดีนะคร๊าบบบบบบบบบบบบบบบบบ~~ TTOTT